อาทิตย์, สิงหาคม 25, 2019

ค้นหา

วาไรตี้ท้องถิ่นไทย

บทความ

มหาสงกรานต์ อลังการ “แห่นางดาน” เมืองนคร

อาณาจักรนครศรีธรรมราชเป็นอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองมาแต่โบราณกาลทั้งโดยอารยธรรมของศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธจนเป็นศูนย์กลางของการเผยแพร่ศาสนาสู่แคว้นต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคนี้ประเพณีและพิธีกรรมตามศรัทธาความเชื่อของผู้คนจึงผสมผสานอยู่ทั้งคตินิยมในศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ในส่วนของคตินิยมทางศาสนาพราหมณ์นั้นพราหมณ์ในเมืองนครศรีธรรมราชที่นับถือพระอิศวรเป็นเจ้านั้นเชื่อว่า พระอิศวรจะเสด็จลงมาเยี่ยมโลกมนุษย์ในช่วงเดือนบุษยมาส (เดือนยี่)ทุกปี เมื่อพระอิศวรผู้เป็นเจ้าเสด็จมาก็จะประทานพรให้โลกมนุษย์อยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข พระองค์จะบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์แก่พืชพันธุ์ธัญญาหาร ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล น้ำท่าบริบูรณ์ ทั้งนี้โดยเชื่อว่าพระอิศวรจะเสด็จลงมาทางเสาชิงช้า ดังนั้นจึงได้จัดประเพณีโล้ชิงช้าหรือประเพณีตรียัมปวายขึ้นในเดือนยี่ทุกปี และก่อนที่จะถึงเวลาที่พระอิศวรจะเสด็จมาถึงนั้น ก็จะทำพิธีอันเชิญเทพชั้นรองสี่องค์ คือ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระธรณี และพระคงคา มาเตรียมการรอรับเสด็จพระอิศวรก่อนด้วย

ในการอัญเชิญเทพชั้นรองทั้งสี่องค์ดังกล่าวนั้นได้แกะสลักพระรูปของเทพดังกล่าวลงบนแผ่นไม้กระดาน ขนาดกว้างหนึ่งศอก สูงสี่ศอก เป็นสัญลักษณ์สมมุติจำนวน 3 แผ่น คือ พระอาทิตย์และพระจันทร์แผ่นหนึ่ง พระธรณีแผ่นหนึ่ง และพระคงคาอีกแผ่นหนึ่ง (ชาวนครเรียกไม้แกะสลักนี้ว่า "นางดาน หรือ นางกระดาน" ) จากนั้นจะร่วมกันทำพิธีแห่อัญเชิญไม้กระดานสัญลักษณ์เทพทั้งสี่ไปยังเสาชิงช้าซึ่งอยู่ในบริเวณหอพระอิศวร แล้วอัญเชิญประดิษฐานไว้ในหลุมหน้าเสาชิงช้า เพื่อรอรับเสด็จพระอิศวรต่อไป โดยชาวนครศรีธรรมราชเรียกพิธีนั้นว่า "ประเพณีแห่นางดาน" หรือ "ประเพณีแห่นางกระดาน"

ประเพณีแห่นางดาน จึงเป็นส่วนหนึ่งของ ประเพณีตรียัมปวายหรือประเพณีโล้ชิงช้า ที่พราหมณ์เมืองนครในอดีตได้ปฏิบัติสืบทอดต่อกันมา รวมทั้งได้ถ่ายทอดพิธีกรรมดังกล่าวไปสู่ภูมิภาคอื่นที่อารยธรรมพราหมณ์เผยแพร่ไปถึง

ประเพณีแห่นางดาน ในเมืองนครสมัยก่อนนั้น จะอัญเชิญนางดานประดิษฐานบนเสลี่ยง นางดานละเสลี่ยง แล้วจัดขบวนหามแห่กันมาในเวลาพลบค่ำ โดยจัดนำขบวนด้วยเครื่องดนตรีประโคม (ปี่นอก กลองแขก และฆ้อง) มีเครื่องสูง (ฉัตร พัดโบก บังแทรก และบังสูรย์) โดยมีพระราชครูและปลัดหลวงเดินนำหน้าเสลี่ยงละคน มีพราหมณ์ถือสังข์เดินตาม และปิดท้ายขบวนด้วยนางละครหรือนางอัปสรและผู้ถือโคมบัว จนเมื่อแห่มาถึงหอพระอิศวรแล้วหามเสลี่ยงนางดานเวียนรอบเสาชิงช้าสามรอบ จากนั้นจึงทำพิธีอัญเชิญนางกระดานทั้งสามลงหลุมในมณฑลพิธีราชวัตรฉัตรธง เพื่อรอเวลาที่พระอิศวรลงมาต่อไป

ประเพณีแห่งนางกระดานนี้เป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่ครั้งมีชุมชนพราหมณ์เกิดขึ้นในนครศรีธรรมราช ราว พ.ศ. 1200 เมื่อพราหมณ์ได้เคลื่อนย้ายขึ้นไปอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาก็ได้นำพิธีกรรมในประเพณีนี้ไปปฏิบัติ เรียกว่าพิธีโล้ชิงช้า หรือพิธีตรีปวาย

ในปัจจุบันประเพณี “แห่นางดาน” ได้มีหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมมือกันจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ อลังการ ณ หอพระอิศวร ในเดือนเมษายน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ถือเป็นประเพณีที่ควรค่าการอนุรักษ์และฟื้นฟูเพื่อให้เพื่อให้ชาวนครศรีธรรมราชได้เห็นถึงความสำคัญของเมืองนครศรีธรรมราช ที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางศาสนาทั้งพราหมณ์และพุทธศาสนา ที่ยิ่งใหญ่ในภาคใต้

 

 

ที่มา : http://www.tungsong.com/

 

เต้าคั่ว– รอเยาะ อาหารคู่แฝด

วันนี้ที่นี่...ตานี ขอนำเสนออาหารชนิดหนึ่งที่ชาวใต้รู้จักกันดี แต่คนต่างถิ่นบางคนอาจจะยังไม่รู้จัก

ความน่าสนใจของอาหารชนิดนี้ หรือในลักษณะเดียวกันนี้ ก็คือ ปรากฏแพร่หลายทั้งทางภาคใต้ของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย

อาหารจานนี้มีชื่อเรียกว่า “เต้าคั่ว" หรือ "ท่าวคั้ว" ซึ่งนิยมแพร่หลายในจังหวัดภาคใต้ เช่นที่สงขลา ถึงขนาดตั้งชื่อสวยเก๋ว่า "สลัดทะเลสาบ" ที่จังหวัดปัตตานี เรียกว่า “รอเยาะ” ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียกว่า “ผักบุ้งไต่ราว" ที่ภูเก็ตเรียกว่า "อูแช้" ส่วนที่สตูลเรียก "ปัสมอส" แค่ชื่อก็กินขาดแล้วใช่มั้ยคะ ตอนนี้คุณๆ ก็คงอยากรู้แล้วสิว่าอาหารมากชื่อหน้าตาเป็นอย่างไร

เต้าคั่วเป็นอาหารว่างของชาวใต้ หน้าตาคล้ายๆ สลัด ที่ใส่เส้นหมี่ลวกลงไป เครื่องเคราก็มีกุ้งชุบแป้งทอด เต้าหู้ทอด ไข่ต้ม ผักบุ้งลวก ถั่วงอกลวก และแตงกวา บางแห่งก็ใส่ เนื้อไก่ และเลือดด้วย ราดด้วยน้ำรสหวานที่ทำจากน้ำตาลแว่นผสมกับน้ำปลา ใส่น้ำเล็กน้อย แล้วเอาไปเคี่ยวให้เหนียว และน้ำจิ้มพริก และกระเทียมตำ ดองน้ำส้มใส่เกลือนิดหน่อย เวลากินก็ราดน้ำจิ้มทั้ง 2 อย่างลงไปคลุกเคล้ากันให้ครบรสทั้งหวาน เปรี้ยว เค็ม และเผ็ดนิดๆ เต้าคั่วแบบนี้คนขายมักจะเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน น้ำราดอีกแบบเป็นของชาวมุสลิมภาคใต้ น้ำราดแบบนี้มีส่วนผสมของพริกแห้ง หอม กระเทียม ถั่วลิสง มันบด น้ำตาลแว่น กะทิ น้ำมะขามเปียก และเกลือ ทำนองเดียวกับน้ำราดสลัดแขก เขาจะเรียกอาหารชนิดนี้เป็นภาษามลายูว่า “รอเยาะ” ซึ่งมาจากคำว่า “Rojak" อันเป็นอาหารที่แพร่หลายกันในหมู่ชาวมุสลิมทางภาคใต้ของไทย มาเลเซีย (ที่ปีนังจะเรียกว่า Pasembor) สิงคโปร์ ไปจนถึงอินโดนีเซีย (เรียกว่า Rujak) รอเยาะของชาติอื่นๆ อาจเรียกได้ว่าคือสลัดแขก ไม่ได้ใส่เส้นหมี่เหมือนเต้าคั่ว และรอเยาะของไทย

รอเยาะ นั้นมีมากมายหลายชนิดแต่แบบที่คล้ายกับเต้าคั่วของไทยจะเรียกว่า "มามักรอเยาะ" (Mamak Rojak) อันหมายถึงรอเยาะของชาวมุสลิมทมิฬ หรือ "อินเดียรอเยาะ" (Indian Rojak) ซึ่งแสดงว่าอาหารชนิดนี้มีรากเหง้ามาจากอินเดียตามเส้นทางอารยธรรม รอเยาะของแต่ละที่จะมีส่วนผสมหลักคล้ายๆ กัน แต่บางแห่งจะมีมันต้ม มันแกว สับปะรด และฝรั่งด้วย และเป็นอาหารที่ทุกเชื้อชาติ ศาสนา สามารถรับประทานได้ค่ะ

 

สลัดแขก (รอเยาะ)

เป็นอาหารร่วมวัฒนธรรม อย่างแรกขายโดยชาวจีน แต่อย่างหลังมาจากชาวมุสลิมอินเดีย นับเป็นการผสมผสานกันจนเกิดเป็นอาหารคู่แฝดนี้ขึ้น โดยปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความชอบ และความเชื่อของคนแต่ละพื้นที่ นับเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน แถมยังอร่อยถูกปาก และทำได้ง่ายๆ รู้อย่างนี้แล้วจะไม่ลองบ้างหรือคะ

Taokua - Royoh: a Twin Food

Today@Pattani would like to present a well-known food among southern people that someone from other regions may not know.

The interest of this dish is it appears throughout many places not only in Southern Thailand but also in neighboring countries such as Malaysia, Singapore and Indonesia.

This food is called “Taokua”; a popular dish in many provinces in southern part. It is named differently in each province, for instance; an attractive name as “Salad Talay Saab” in Songkhla, “Royoh” in Pattani, “Pak Bung Tai Rao” in Surat Thani, “U-share” in Phuket and “Pasmos” in Satun. Only the names make it interesting already then for now, let’s see how this food looks.

Taokua considers being a snack for the southerner that looks like salad with blanched vermicelli. Its ingredients consist of batter-fried shrimp, fried tofu, boiled egg, blanched morning glory, blanched bean sprouts, cucumber and in someplace also add chicken and curdled blood. It is eaten with sweet sauce that made of palm sugar blending with fish sauce and a little portion of water then braising until become sticky and chili sauce that made of chili with pound garlic, vinegar and little of salt. When eating, pouring both sauces onto all ingredients then mix together which will provide flavors of sweet, sour, salty and little spicy. Taokua in this style is often cooked by Thai-Chinese. Anyway, there is another style of sauce which often cooked by Muslim in southern part that made of dried chili, onion, garlic, peanut, palm sugar, coconut milk, tamarind juice and salt which is similar to dressing of salad kaek. We call this kind of dish a “Royoh” which comes from “Rojak”, a popular dish among Muslims in Southern Thailand, Malaysia (in Penang is called Pasembor), Singapore and Indonesia (is called  Rujak). Royoh in other countries may call salad kaek which is different from Thai Royoh or Taokua that put in vermicelli.

There are many kinds of Royoh but the one similar to Taokua is called “Mamak Rojak” which is a Royoh of Tamil Muslim or “Indian Rojak”. It may indicate that this food has origin from Indian Civilization Route. Royoh in each region has similar ingredients; however in someplace also add boiled potato, yam-bean, pineapple and guava. It is a food that people of all races and religions can eat.

 

Salad Kaek (Royoh) is food that share way of life between two cultures; the first is from Chinese and the latter is from Indian Muslim which combining together to be a twin food. It can be adapted to match with appetite and belief of people in each region. This dish considers to be a healthy food that provide entirely nutrition value and also delicious taste with a simply way to cook. By knowing all this, won’t you try to taste some?

 

‘โชคสมานสะอาด’ ปลูก – ปลุกจิตสำนึกคนในชุมชน เดินหน้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวหน้าบ้าน

ชุมชนโชคสมาน เป็นชุมชนขนาดใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่ ที่ประสบปัญหาต่างๆ ของสังคมเมือง ได้แก่ ปัญหาขยะมูลฝอย ปัญหาความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในชุมชน ทั้งร้านค้าริมฟุตบาท สิ่งของวางบนทางเท้า ปัญหาคูระบายน้ำ ไม่ฝาท่อปิด การสื่อสารภายในชุมชน และปัญหาภายใหญ่ คือ ปัญหาน้ำท่วม

การแก้ปัญหาของคนในชุมชนมีการนั่งคุยกันเพื่อทำให้ชีวิตของชุมชนดีขึ้น โดยมีแกนนำหลัก คือ คณะกรรมการชุมชน ที่มีการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน กลายเป็นเส้นทางความสำเร็จ ได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา ทำให้ชุมชนมีความพัฒนาอย่างยั่งยืน มีความสามารถในการดูแลชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสุชาติ ศรประสิทธิ์ ประธานชุมชนโชคสมานคุณ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของโครงการโชคสมานสะอาด มาจากการพูดคุยกันของคณะกรรมการชุมชน เรื่องการทำความสะอาดชุมชนโดยเริ่มจากหน้าบ้านของตัวเอง เพราะขยะทุกชิ้นที่เกิดขึ้นก็มาจากตัวเราทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการกำจัดขยะก็ต้องเริ่มที่ตัวเราด้วย เพื่อให้ชุมชนของเรามีความสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย มีความสวยงาม น่าอยู่น่าอาศัย

จากความคิดดังกล่าว จึงจัดทำโครงการขึ้นมา โดยมีคุณณัฐชัย เพ็ชรทองมา เป็นที่ปรึกษาโครงการ และทำกิจกรรมต่างๆ ทั้ง big cleaning day ซึ่งเทศบาลนครหาดใหญ่ ร่วมกับคณะกรรมชุมชน และประชาชนในชุมชน ร่วมกันทำความสะอาดถนน และขอคืนพื้นผิวจราจร คือ หน้าบ้านไหนที่มีกระถางต้นไม้หรือวัสดุกีดขวางถนนก็จะยกขึ้นบนทางเท้าหน้าบ้านของตัวเอง หลังจากนั้น ก็มีกิจกรรมแยกขยะ เก็บขยะ, ขยะแลกขนม, ธนาคารขยะ, แปลงขยะเป็นผลิตภัณฑ์ รวมทั้ง รณรงค์ใช้ตะกร้าไปจ่ายตลาด โดยมีซอยต้นแบบความสะอาด คือ ถนนโชคสมาน 5 ซอย 4

ก้าวต่อไปอีกขั้นกับกิจกรรมต่อยอด คือ การปลูกผักสวนครัวในยางล้อรถยนต์ นอกจากเป็นการสร้างพื้นที่สีเขียวแก่ชุมชนแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายครัวเรือน ไม่ต้องซื้อผักจากตลาดแต่สามารถรับประทานผักที่ปลูก ในอนาคตหากมีการปลูกอย่างจริงจัง เมื่อเหลือจากการบริโภคในครัวเรือน ก็สามารถนำไปขายสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย โดยเป้าหมายไว้ว่าจะจัดทำ “ธนาคารผัก” จำหน่ายแก่ร้านค้าในชุมชน

“หัวใจสำคัญของการทำโครงการ คือ เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกและปลุกจิตสำนึกให้คนในชุมชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมและมีความรับผิดชอบต่อชุมชนของตัวเอง” นายสุชาติ กล่าว

 

 

   

26 มิถุนา วันสุนทรภู่ “ครูกวีเอกของโลก”

"แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์  มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด

ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด  ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน”

จากบทประพันธ์ข้างต้น เปรียบเสมือนอุทาหรณ์สอนใจที่เรียงร้อยผ่านอักขระ พยัญชนะได้อย่างสวยงาม มีความคล้องจอง และไพเราะ ถือเป็นบทประพันธ์อันทรงคุณค่า ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานของอรรถกวีที่มีนามว่า“สุนทรภู่”กวีเอกแห่งสยาม ผู้มีความชำนาญด้านวรรณกรรมไทย  จนองค์การยูเนสโกยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของปวงชนชาวสยาม สาระหลังปกฉบับนี้จึงคัดสรรมานำเสนอให้แก่ท่านผู้อ่านได้รับทราบถึงเรื่องราวความเป็นมาของสุนทรภู่ เนื่องจากวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี ทางราชการประกาศให้เป็น “วันสุนทรภู่”  วันที่คนไทยทั้งประเทศต่างน้อมรำลึกถึง “กวีเอกของโลก”

สุนทรภู่  หรือพระสุนทรโวหาร นามเดิม ภู่ เป็นกวีชาวไทยที่มีชื่อเสียง ได้รับยกย่องเป็น เชกสเปียร์แห่งประเทศไทย เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 ศึกษาเล่าเรียนที่วัดชีปะขาว ต่อมาเข้ารับราชการเป็นกวีราชสำนักในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และได้แต่งงานกับนางจัน แต่ด้วยชีวิตคู่ที่ไม่ราบรื่นสุนทรภู่ได้หย่าร้างกับนางจันในเวลาต่อมา  ส่วนในด้านความสามารถสุนทรภู่ได้แต่งนิราศ กาพย์ กลอน อย่างไพเราะ จนเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ขุนสุนทรโวหาร

อย่างไรก็ตามด้วยนิสัยชอบเมาสุราช่วงหนึ่งของชีวิต สุนทรภู่ต้องถูกจำคุกเนื่องจากได้ทำร้ายญาติผู้ใหญ่จนได้รับบาดเจ็บ  หลังจากพ้นโทษไม่นาน ได้บวชเป็นพระภิกษุประมาณ 18-20 ปี และลาสึกออกมารับราชการต่อโดยแต่ง เสภาพระราชพงศาวดาร บทเห่กล่อมพระบรรทม และบทละครเรื่อง อภัยนุราช ถวายแด่เจ้าฟ้าน้อย และยังได้แต่งนิทานเรื่อง พระอภัยมณี ถวายแด่กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพอีกด้วย ภายหลังในปี พ.ศ. 2394 ครั้นเจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงสถาปนาเจ้าฟ้าน้อยขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สุนทรภู่จึงได้รับแต่งตั้งเป็น พระสุนทรโวหาร รับราชการเพียง 5 ปีก็ถึงแก่อนิจกรรมในปี พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 69 ปี

หลากหลายผลงานประพันธ์ของสุนทรภู่ที่สร้างความประทับใจแก่ผู้คนทั่วสารทิศ โดยสะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์อันงดงามของวรรณกรรมไทย รวมทั้งเนื้อหาที่สะท้อนมุมมอง แง่คิด และคติสอนใจ ทำให้สุนทรภู่มีผลงานที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น นิราศภูเขาทอง นิราศเมืองแกลง กาพย์พระไชยสุริยา และ พระอภัยมณี ฯลฯ อนึ่งผลงานประพันธ์ของสุนทรภู่ยังถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนของเด็กไทยในปัจจุบันอีกด้วย

 

 

ขนมเจาะหู ตำรับโบราณ อร่อยโกอินเตอร์ “โดนัท ไทยแลนด์”

นางวรรณี เขียวบุญจันทร์ หรือ ป้าณี อาศัยหมู่ที่ 5 ตำบลเขารูปช้าง

ป้าณี เจ้าของสูตรขนมเจาะหู ตำรับโบราณ เล่าว่า ขนมเจาะหูเจ้าไหนๆ วัตถุดิบและกรรมวิธีการทำก็เหมือนๆ กัน แต่รสชาติที่ออกมาไม่เหมือนกันแน่นอน สำหรับขนมเจาะหูของป้าณี อร่อยขึ้นชื่อร่ำลือกันไปทั้งตำบล แถมมีโอกาสโกอินเตอร์ถึงประเทศฮอลแลนด์มาแล้ว ความอร่อยที่ไม่ธรรมดาย่อมมีวิธีการไม่ธรรมดาแน่นอน ความพิเศษอยู่ที่คนทำขนมต้องอารมณ์ดี ใส่ใจรายละเอียดในขนมทุกชิ้น คนรับประทานติดอกติดใจจนต้องยกนิ้วและบอกต่อ

วิธีการทำขนมเจาะหู ตำรับโบราณ ป้าณี เผยสูตรโดยไม่หวง เริ่มตั้งแต่เตรียมวัตถุดิบ แป้งข้าวเจ้า 4 กิโลกรัม, แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม, น้ำตาลทราย 2 กิโลกรัมและน้ำตาลปี๊บ 1 กิโลกรัม เริ่มจากนำน้ำตาลทั้ง 2 ชนิด เคี่ยวกับน้ำ 2 ลิตรให้หนืดประมาณ 10 นาที หลังจากนั้น นำมาเทลงบนแป้ง คลุกเคล้าตอนร้อนๆ ให้เข้ากันดี พักทิ้งไว้ 1 คืน จนเนื้อเป็นเหมือนดินเหนียว หลังจากนั้นนำมาขยำให้แป้งอ่อนตัว

เตรียมกระทะใส่น้ำมันถั่วเหลืองคุณภาพดีให้ท่วม ตั้งไฟกลางให้ร้อนทั่ว ปั้นขนมเจาะหูบนใบตอง ทอดในน้ำมันจนสีเหลืองสวย ราคาขายลูกละ 2 บาท หากสั่งจำนวนมากสำหรับจัดเลี้ยง จะทำสูตรแป้ง 10 กิโลกรัม จะได้ขนมเจาะหู 2,000 ลูก ราคาเหมา 4,000 บาท รสชาติอร่อยทั้งร้อนและเย็น หรือจะให้โชว์ทอดรับประทานสดๆ ร้อนๆ จากเตา ก็ยกแป้งและอุปกรณ์ไปทำให้ถึงงานเลย ป้าณี บอกว่า “เพื่อความเร้าใจและเพิ่มอรรถรสในการรับประทาน”

ความอร่อยการันตีด้วยรางวัลจากการประกวดมากมาย และที่เป็นเกียรติสูงสุด คือ การมีโอกาสถวายขนมเจาะหู แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเสด็จเยือนจังหวัดสงขลาหลายครั้ง ป้าณี กล่าวว่า ของดีสมัยโบราณที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ เป็นความภาคภูมิใจของลูกหลานที่จะสืบทอดต่อแก่ลูกหลานของตน เพื่ออนุรักษ์มรดกล้ำค่านี้ไว้ให้คงอยู่ต่อไปตราบนานเท่านาน

เพราะ “ขนมเจาะหู” เป็นมากกว่าแค่ “ขนม” แต่ยังสะท้อนถึง “วัฒนธรรมการกินของคนใต้” อย่างแท้จริง



 

 

   

หน้า 1 จาก 9