จันทร์, กันยายน 25, 2017

ค้นหา

อับดุลอายี สาแม็ง เปิดอกถึง ‘ตลาดนัดกลางฯ อบจ.’ ...เรากำลังก้าวไปด้วยดี...

...เราไม่ได้รับผลผลิตของจังหวัดยะลาเพียงอย่างเดียว แต่เรารับทั้งปัตตานี นราธิวาส...
...หลังจากที่เราดำเนินการโดยพ่อค้าได้บรรจุตู้เพื่อการส่งออก ราคาก็ขยับตัวทันที เพราะการส่งออกเราต้องคัดของดี การกำหนดราคาก็ดีตามไปด้วย ทำให้ราคาขยับตัวตั้งแต่ยะลายันชุมพร... 
...80% น่าจะผ่านทางช่องนี้ เพราะช่วงเวลากลางคืนสี่แยกมาลายูบางกอกรถไม่สามารถผ่านได้ง่ายๆ... 
...ต่อไปก็จะไม่มองเรื่องของผลไม่อย่างเดียว จะมองถึงตลาดผัก ตลาดปลา ตลาดอะไรต่อมิอะไร...
 
    ถ้าใครยังจำได้...
    11 ต.ค.2550 นายสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ลงพื้นที่เยี่ยมชมและร่วมรับฟังปัญหาพืชผลการเกษตรยัง “ตลาดนัดกลางเพื่อการเกษตรจังหวัดยะลา” ที่ดำเนินการโดย อบจ.ยะลา 
 
     ภายใต้แนวคิดในการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลในพื้นที่ 

     ครั้งนั้นนายอับดุลอายี สาแม็ง รองนายก อบจ. ในฐานะผู้เปิดแนวคิดในการก่อตั้งตลาดกลางฯ แห่งนี้ กล่าวรายงานถึงความเป็นมา – เป็นไปของตลาด    
 
     4 ปีหลังจากนั้น ตลาดกลางฯ แห่งนี้ก้าวหน้าไปถึงไหน สามารถแก้ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรได้หรือไม่ ! อย่างไร !?   
“รองยี” ในฐานะผู้ดูแลโครงการฯ น่าจะมีคำตอบที่ชัดเจน...  

     ช่วงสถานการณ์ผลไม้ในพื้นที่เป็นอย่างไรบ้าง  
     วายเฉพาะทุเรียน...ลองกองก็เริ่มทยอยออก คงจะชุกอยู่ประมาณ 10 วันหลังรอมฏอน ช่วงที่คึกคักที่สุดของปีก็ไล่ตั้งเดือนสิงหาเป็นต้นไป ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงจะหมด ลองกองปีนี้ก็คงหลายเดือน แต่ตรงนี้เราไม่สามารถคาดคะเนล่วงหน้าได้ มันก็ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ดินฟ้าอากาศ ขึ้นอยู่กับดอกผลเป็นยังไง ตลาดก็จะเป็นไปตามนั้น เช่น ทุเรียนปีนี้ก็ค่อนข้างจะสั้นไปนิด ประมาณเดือนหนึ่งก็หมด ตอนนี้ก็ปลายๆ แล้ว

     โดยปกติแล้วพ่อค้าแม่ค้าตลาดกลาง มาจากไหนบ้าง 
     ก็มีคนในพื้นที่ส่วนหนึ่ง ไปจนถึงอุบลฯ อุดรฯ เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น คือทั่วประเทศ มาทั่วประเทศระเทศ ไม่ว่าจะเป็นฤดูการไหน ผลไม้อะไรออกที่จังหวัดไหน พ่อค้าเหล่านี้ก็จะไปค้าขายที่นั่น 
     เป็นเรื่องโชคดีของคนที่ประกอบอาชีพนี้ เช่น ทุเรียนจันทบุรีออกไม่พร้อมกับทุเรียนยะลา เพราะฉะนั้นหลังจากทำทุเรียนจันทบุรีเสร็จ ก็มาทำทุเรียนที่ยะลา พอเสร็จก็ทำลองกอง เสร็จก็มาทำลำใยต่อ คนเหล่านี้ก็มีประสบการณ์กับผลไม้หลายๆ แบบ

     นอกจากชาวยะลาแล้ว ชาวปัตตานี นราฯ เขาได้ประโยชน์กับตรงนี้ด้วยหรือไม่ 
     ตลาดของเราอยู่ในพื้นที่ตะเข็บจังหวัด สถานที่ตั้งตัวเมืองยะลาอยู่ที่ตะเข็บจังหวัด เรามีพรมแดน ทม.ยะลาติดกับจังหวัดปัตตานี อยู่ถัดไปจากพื้นที่อำเภอเมืองสักประมาณ 30 กว่ากิโลก็จะติดกับ อ. รือเซาะ จ.นราธิวาส เชื่อมต่อไป อ.ศรีสาคร เชื่อมต่อไปยัง อ.ไม้แก่น อ.กะพ้อของปัตตานี 

     ว่าไปแล้วเราก็เป็นศูนย์กลาง...เราไม่ได้รับผลผลิตของจังหวัดยะลาเพียงอย่างเดียว แต่เรารับทั้งปัตตานี นราธิวาส ที่จะเข้ามา 

     เห็นว่าช่วงเดือนที่แล้วมีพ่อค้าจากเชียงใหม่เข้ามา 
     ช่วงแรกก่อนทุเรียนออก เรานำเข้ามาดูสถานที่ เขาบอกว่าตลาดของเรายังไม่สมบูรณ์เรื่องสถานที่ในการเตรียมรับซื้อเพื่อการส่งออก ทั้งที่เรามีการเตรียมกระแสไฟฟ้า 3 เฟสให้กับตู้คอนเทนเนอร์เพื่อบรรจุผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางบก ทางเรือ ก็เตรียมไว้ 

     แต่เมื่อสถานที่ไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร อบจ. และจังหวัด ได้เสนอที่ดินของท่าน ส.ส.ประเสริฐ (ประเสร็ฐ พงษ์สุวรรณศิริ สส.ปชป.) เป็นโรงงานที่ว่าง เลิกทำกิจการไปแล้ว แต่มีอาคารครอบคลุมกว้างใหญ่ เข้าไปปรับปรุงเล็กน้อยก็สามารถที่จะรวบรวมผลผลิตทุเรียนได้ ซึ่งพ่อค้าจากเชียงใหม่ก็ประสานผู้ว่าฯ เอาตู้คอนเทนเนอร์มา เราก็ช่วยเรื่องระบบไฟ ระบบอะไร เตรียมเรื่องความสะดวกให้เขา 

     สุดท้ายก็สามารถมาบรรจุผลิตภัณฑ์ทั้งหมดได้ ประมาณ 6 ตู้ ส่งไปถึงกวางเจา ประเทศจีน แต่เนื่องจากว่าทุเรียนที่ออกมาเป็นไปตามธรรมชาติ เราไม่เตรียมเรื่องแต่งช่อดอก แต่งผล เมื่อกำหนดสเปคเรื่องการส่งออก ก็เป็นปัญหา ต้องคัดทุเรียนออก อย่างเช่นรถกระบะหนึ่งคัน ก็คัดออกเสียครึ่งหนึ่ง 

     เพราะการบรรจุผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก จะเป็นลังกระดาษ ลังหนึ่งเราก็บรรจุทุเรียนตั้งแต่ 4 - 6 ลูก / กล่อง รวมน้ำหนักประมาณ 19 กก. / ต่อกล่อง ตู้คอนเทนเนอร์สามารถบรรจุได้ 900 กว่ากล่อง ประมาณ 18-19 ตัน ก็ต้องใช้อุณหภูมิประมาณ 13 องศา สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ตลอด กว่าจะถึงกวางเจาก็ประมาณ 10 วัน 

     ปีนี้ อบจ.ร่วมกับเกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และการค้าภายใน ร่วมมือกันทดลองกันในเรื่องส่งออกโดยบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ที่ยะลา จากเดิมไปบรรจุที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร รับ – ส่ง คัดเกรอ บรรจุตู้ก็ส่งไปเมืองจีน ใต้หวัน เกาหลี เวียดนาม เขมร 

     แล้วผลลัพธ์เป็นยังไงบ้าง
     ที่ผ่านมาพ่อค้าจะทำเอง รับซื้อทุเรียนที่ยะลาแล้วขนส่งไปชุมพร เนื่องจากเราไม่อยากให้สินค้าบอบช้ำ ไม่อยากให้ชาวสวนถูกกดราคา

     ต่อไปถ้าเราสามารถบรรจุที่ยะลาเองเช่นปีนี้ เพราะเดิมทีต้นเดือนสิงหามีการซื้อขายทุเรียนหมอนทองกันกิโลละ 17-20 บาท หลังจากที่เราดำเนินการโดยพ่อค้าได้บรรจุตู้เพื่อการส่งออก ราคาก็ขยับตัวทันที เพราะการส่งออกเราต้องคัดของดี การกำหนดราคาก็ดีตามไปด้วย ทำให้ราคาขยับตัวตั้งแต่ยะลายันชุมพร 

     ราคาเปลี่ยนแปลงโดยพฤติกรรมของพ่อค้าทันที ไม่ใช่เชิงแทรกแซง แต่เป็นกลไกของตลาด ทุกคนต้องการของดีก็ซื้อในราคาที่ดีกว่า ทันทีที่ดำเนินการราคาจากเดิม 18 – 19 บาท ก็ขึ้นมา 25 – 27 บาท 

     ซึ่งนั่นเป็นผลประโยชน์ที่เกิดกับชาวสวน...เป็นการสร้างกลไกตลาดให้กับชาวสวน แม้ว่าเราจะทำได้ไม่มาก ว่าไปแล้ว 17 – 18 ตู้ ก็คงไม่มาก แต่นั่นเป็นการเริ่มต้นที่ดี   

     นอกจากทุเรียนแล้ว ผลไม้อย่างอื่นทำด้วยหรือไม่  
เอาทุเรียนก่อน...ลองกองก็ต้องดำเนินการ ใช้วิธีการเดียวกัน เอามาร่วมกันแล้วมาสร้างกลไกเรื่องราคาเพื่อการส่งออก แต่ลองกองต้องมีวิธีการส่งเร็วๆ ถ้าขนส่งล่าช้าจะทำให้คุณภาพของสินค้ามีปัญหา  

     ทำไมต้องมองกลุ่มลูกค้าจีน ใต้หวัน เราไม่สนใจประเทศเพื่อนบ้านหรือ
     ...มาเลย์เองก็มีส่งผ่านด่านจังโหลน หรือด่านอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ตู้ ใช้รถบรรทุกทั่วไป มีการขนถ่ายต่อที่ชายแดน ส่งต่อไปยังพ่อค้า แล้วก็ขยายต่อออกไปในประเทศอื่นต่อไปอีกที  
เรื่องตลาดกลางฯ เข้าใจว่าแบ่งเป็น 3 ช่วง แรกๆ เป็นการทำความรู้จักกับชาวบ้านก่อน ช่วงสองเป็นการขยาย มีการดึงพ่อค้าต่างถิ่นเข้ามา ตอนนี้เป็นช่วงระยะที่ 3 เป็นเรื่องของการส่งออกแล้ว
 
     ท่านมองพัฒนาการตรงนี้อย่างไร  
     เรื่องของการตลาดเราได้ดำเนินการเป็นปีที่ 3 ปีนี้ก็ปีที่ 4 แล้ว แต่เราก็ทำแบบกระท่อนกระแท่น เดิมที อบจ.ไม่สามารถจัดหาที่ดินเพื่อที่จะมาสร้างตลาดให้เหมาะสมกับพื้นที่ เราก็ไปเช่าที่ดินชาวบ้านในบริเวณ ณ ปัจจุบัน ขณะเดียวกันเจ้าของเดิมก็จะขาย เราก็ซื้อมา 2 – 3 แปลง บางแปลงก็ยังเช่าของชาวบ้านอยู่ ทีนี้เรามีขีดจำกัดเรื่องการก่อสร้าง งบประมาณ 
  
     ...แต่เราก็พยายามทำ ปีนี้ก็สมบูรณ์ ได้ประมาณ 70%  เราก็ดูว่าพื้นที่ตรงนั้น 18 ไร่เราพอที่จะรองรับได้หรือเปล่า ประกอบกับตลาดผลไม้ของยะลาเป็นตลาดที่ยาว ตั้งแต่ อ.เมืองไปถึง อ.กรงปินัง เกือบจะติดเขตของ อ.ธารโตด้วยซ้ำ ใช้วิธีซื้อขายแบบดักข้างทาง ตกลงซื้อขายกันบนถนน คัดแยก ถ่ายเทใส่ลังกันบนถนน แล้วนำขึ้นรถเพื่อที่จะขายต่อ แล้วไม่ใช่ในพื้นที่เสมอไป  

     ความไม่สงบไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการซื้อขายแบบนี้หรือ  
     จริงๆ แล้วก็ส่งผลบ้าง ทุกคนก็กลัว แต่ด้วยการบังคับของเวลา ฤดูกาล เป็นเรื่องของอาชีพของเขา ถ้าไม่ทำแล้วจะไปทำอะไร ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่ง ว่าไปแล้วก็ต้องขอขอบคุณฝ่ายความมั่นคงที่พยายามช่วยเหลือ ตั้งแต่การขนส่งจากสวนมาส่งที่ตลาด ก่อนหน้าที่จะมีการยกเลิก พ.ร.ก. ก็มีการลงทะเบียนรถที่ต้องมีการขนส่งต่างๆ 

    ถ้าดูตามข่าวน่าจะไม่มีคนเข้ามารับซื้อเลย แต่อย่างที่บอก ตลาดที่ยาวตั้งแต่ตัวเมืองยะลายัน อ.ธารโต ภาพนี้ยังมีให้เห็นอยู่ 

    เปรียบเทียบสัดส่วนแล้ว พอจะบอกได้มั๊ยว่าผลไม้ในยะลาผ่านตรงนี้กี่เปอร์เซนต์
    ตรงสี่แยกมาลายูบางกอก ซึ่งเป็นตลาดของ อบจ.นั้นเป็นที่ชุมนุมของผลไม้ทั้งหมด เป็นประตูเมืองของยะลา ไม่พอ ยังเป็นประตูเมืองของนราธิวาสในบางอำเภอด้วย ประตูเมืองปัตตานีบางส่วน 
ของยะลา ยกเว้นของ อ.กาบัง อ.ยะหา อาจจะไปที่ตลาดอื่นๆ 80% น่าจะผ่านทางช่องนี้ เพราะช่วงเวลากลางคืนสี่แยกมาลายูบางกอกรถไม่สามารถผ่านได้ง่ายๆ 

    เนื่องจากว่าพอเปิดเป็นตลาด เราก็สามารถแก้ปัญหาสภาพความแออัดของจราจร จัดระเบียบพื้นที่ แต่ยอมรับว่ายังเป็นอยู่ เราเห็นใจถ้าจะมีรถโรงพยาบาลผ่านเข้ามา การสร้างตลาดขึ้นมาก็เพื่อช่วยในเรื่องนี้ส่วนหนึ่ง เป็นการระบายการจราจร เป็นการอำนวยความสะดวกบนท้องถนน ถ้าไม่มีการเตรียมพื้นที่ให้คนค้าคนขาย ซึ่งปกติการค้าขายเกิดขึ้นในพื้นที่นี้อยู่แล้ว ถ้าเราไปเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น จะเกิดคำถาม อ้าว! แล้วให้ไปซื้อที่ไหนขายที่ไหน เราก็หาคำตอบไม่ได้...

    ในมุมมองของพ่อค้าต่างถิ่น เขามองการทำงานของเราอย่างไร
    ...คือที่ไหนทำประโยชน์ให้เขา เขาก็ไปที่นั้น เรามองภาพรวมมากกว่านั้น คนที่มารับซื้อต้องรับซื้อด้วยความเป็นธรรม เขาจะมาซื้อได้สะดวกยังไง คนขายจะสะดวกยังไง เราต่างหากที่เป็นคนมองออกไป 
    
     พ่อค้าก็คือพ่อค้า พ่อค้าไม่ใช่นักบุญ พ่อค้าคือคนที่มาหากำไร อันนี้ไม่ใช่ต่อว่านะ...มันเป็นอาชีพเขา ในขณะเดียวกันเขาก็มีเหตุผลอยู่ในใจว่าจะไปซื้อในราคาที่ต่ำเกินเหตุ ก็ไม่มีใครที่จะขายให้เขา ก็ต้องหาราคาที่เป็นธรรม 
  
     เราต้องสร้างเงื่อนไขให้พ่อค้ามีพฤติกรรมการรับซื้อที่เป็นธรรม เหมือนตอนต้นที่ผมบอกว่าให้พ่อค้าจากเชียงใหม่มารับซื้อทุเรียนเพื่อส่งออก อันนี้เป็นวิธีการของตลาด ในเมื่อสินค้าส่วนหนึ่งที่เขาซื้อเป็นสินค้าที่ต้องไปส่งให้อีกช่องหนึ่งโดยไม่ต้องผ่านมือเขา เขาก็ต้องซื้อในราคาที่สูงกว่า เป็นเรื่องที่ช่วยเกษตรกร เกิดความเป็นธรรมทุกฝ่าย

    ยุคต่อไปของตลาดกลางฯ จะก้าวไปยังไง 
   เมื่อวานก็ได้คุยกับจังหวัด เพื่อของบประมาณมาสร้างอาคารเพื่อการส่งออก สัก 2 หลังใหญ่ๆ เป็นการเฉพาะ จังหวัดก็รับไปดำเนินการในปีหน้า สิงหาคม 2554 เราจะใช้ประโยชน์ได้ 

    ...ถามว่าแค่นั้นพอแล้วหรือ เนื่องจากว่าเป็นแห่งแรกในละแวกนี้ นราธิวาสบางส่วนก็ต้องอาศัยยะลา เช่น รือเสาะ หรือหลายๆ อำเภอของ 3 จังหวัด ถือว่าตรงนี้เป็นศูนย์กลาง ผมเข้าใจว่าความสะดวกตรงนี้หลายคนก็อยากได้ คาดว่าปีหน้าคงจะเต็มพื้นที่เช่า ที่ปิดบางส่วนก็อยู่ระหว่างรอผลผลิต ส่วนที่ว่างยังไม่สร้างเป็นตัวอาคารมีเต็นท์วางเต็มพื้นต้องกางเต็นท์บนถนน คิดว่าปีหน้าก็คงจะเต็ม เพราะความสะดวก เรื่องถนนในตลาด น่าจะสร้าง 6 เลน ไม่ได้ประสงค์ในการเก็บค่าเช่า แต่เราประสงค์ที่จะให้ความสะดวก แก้ปัญหาความแออัดที่เคยอยู่บนถนน  

     ปัญหาตอนนี้ พ่อค้ามาไม่มีของหรือว่ามีของแต่ไม่มีพ่อค้า 
     ...สองสามวันนี้จะเห็นรถสิบล้อจอดเป็นแนวยาวข้างถนน ปัญหาคือ รถมาแล้วไม่มีสิค้าขนส่งกลับ เพราะเป็นปลายฤดูกาล ไม่ได้ขนส่งเฉพาะทุเรียนอย่างเดียว พอลองกองเข้ามารถเหล่านี้ก็ทยอยออกไป ถามว่าพ่อค้ามาไม่มีของหรือว่ามีของแต่ไม่มีพ่อค้า ตรงนี้เป็นเรื่องปกติ เรากำหนดฤดูกาลก็ไม่ได้... 
มีอะไรฝากถึงชาวบ้านบ้างในเรื่องตลาดกลางฯ  

    สี่แยกมาลายูบางกอกเป็นแหล่งรวมรับซื้อสินค้า มีการใช้ไหล่ถนนเป็นที่แหล่งรับซื้อ อยากจะขอความร่วมมือจัดระเบียบตรงนี้สักนิด ตลาดของ อบจ.ก็พอที่จะรองรับได้ เพราะคนที่ค้าขายก็ไม่ใช่คนมาลายูบางกอก แต่คนที่รับปัญหาคือคนที่นี่ เพราะฉะนั้นขอความเห็นใจจากพ่อค้า ถ้าช่วยจัดระเบียบได้ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง 

     ฝ่ายบริหาร อบจ.เคยพูดคุยกันว่า อีก 2 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ตลาด อบจ.ก็จะเต็ม แยกมาลายูบางกอกก็มีระเบียบมากขึ้น เราคิดว่า อบจ.ต้องซื้อที่ดินเพิ่มขึ้น ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ทีนี้ตรงข้ามตลาดเห็นว่ายังมีที่ดินอยู่ ตอนนี้ให้เจ้าหน้าที่รวบรวมที่ดินเพื่อจัดซื้อทำเป็นถนนเชื่อมกับถนนสาย 410 
  
    ถ้าคนในพื้นที่บอกว่าต้องไปเชื่อมที่สุสานจีน ถ้าสามารถต่อเชื่อมตรงนั้นได้ สองข้างทางจะกลายเป็นถนนเศรษฐกิจเฉพาะ 

    ต่อไปก็จะไม่มองเรื่องของผลไม่อย่างเดียว จะมองถึงตลาดผัก ตลาดปลา ตลาดอะไรต่อมิอะไร แทนที่จะขนส่ง อย่างเช่นว่า กรุงเทพฯ ราชบุรี นครปฐม กว่าจะส่งมาถึง กว่าจะจอดท่าที่หัวอิฐ พ่อค้าจากยะลาก็ไปรับของมาขายต่อที่ยะลา ปัตตานี นราธิวาส พอกำหนดตรงนี้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ก็จะระบายสินค้าตรงนี้ออกไปตรงหัวเมืองต่างๆ เป็นการแก้ปัญหาให้กับ ทน.ยะลา 
ถ้าจะมองเฉพาะยะลา บางทีรถใหญ่ๆ ไม่ต้องเข้าตลาด มารับซื้อที่นี่แล้วใช้รถเล็กทยอย เลือกของดีๆ ให้คนยะลาได้กิน ได้ใช้ ส่วนที่ไม่ดี ผักเน่าผักเสีย ก็นำไปทำอย่างอื่นต่อ 

    ตอนนี้ อบจ.ก็กำลังทำเรื่องการผลิตปุ๋ย ตรงนี้ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ได้ ถึงจะไม่มาก แต่ก็เกิดประโยชน์ในอนาคต...