อังคาร, กันยายน 19, 2017

ค้นหา

“มัสยิดบาโงยลางา” ต้นแบบชุมชนสันติสุข ‘พุทธ-มุสลิม’

 

“มัสยิดนัจมุดีน” หรือที่เรียกขานกันว่า “มัสยิดบาโงยลางา” มักจะถูกหยิบมาเป็นเรื่องราวเล่าขานสู่กันฟังถึงการอยู่ร่วมกันอย่าง “สันติสุข” ของชุมนุม “ชาวไทยพุทธ” และ “ชาวไทยมุสลิม” บนแผ่นดินปลายด้ามขวานทอง บางเรื่องเป็นประวัติศาสตร์ บางเรื่องเป็นตำนาน แต่ทั้งหมดประกอบขึ้นเป็นความภาคภูมิใจของชาวชายแดนใต้อย่างแน่นอน

มีเรื่องเล่ามากมายที่เกิดเกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้าง “มัสยิดนัจมุดีน (บาโงยลางา)” ซึ่งตั้งอยู่บ้านควนลังงา ม.4 ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในปี 2177 รัชสมัยราชินีราตูอูงู บิน สุลต่านมันซูร ซาร์ รัชกาลที่ 8 แห่งราชอาณาจักรปัตตานีดารุสลาม (2167-2178) หลังสงครามระหว่างปัตตานีดารุสสลามกับกรุงศรีอยุธยา จนเกิดวีรกรรมอันกล้าหาญของ “โต๊ะหยาง” หญิงแห่งบ้านบาโงยลางา (บาโงย-ควนหรือเนิน, ลางา-การปะทะ) ช่วงที่ต้องหนีภัยสงคราม ท่านได้พลัดตกลงในหุบเหวเป็นเวลาหลายวัน หลังสงครามชาวบ้านได้เข้าไปช่วยเหลือ

แต่ต้องตะลึง! เมื่อพบกับสิ่งที่ท่านกอดไว้แน่นตลอดเวลา นั่นคือ “คัมภีร์อัล-กุรอ่าน” ที่เขียนด้วยลายมือ ปกทำจากเปลือกต้นมะม่วงหิมพานต์ เวลานี้คัมภีร์เล่มนี้ยังถูกเก็บไว้อย่างดีที่บ้านอิหม่ามคนปัจจุบัน จากนั้นชาวบ้านทรายขาว ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้าง “สุเหร่า” โดยความร่วมมือของพี่น้องประชาชน 2 ศาสนิกในชุมชน

เล่าขานกันว่า เจ้าอาวาสวัดทรายขาวยุคนั้นเป็นคนออกแบบ ด้วยเหตุผลของความเชื่อถือของคนในชุมชน อีกเหตุผลคือยุคนั้นยังไม่มีใครรับรู้ถึงสถาปัตยกรรมแบบอิสลาม ชาวบ้านเลยมอบภารกิจนี้ให้

ก่อนที่ท่านมาเป็นเจ้าอาวาส ท่านเคยรับอิสลามมาก่อน โดยแต่งงานกับหญิงมุสลิม แต่หลังภรรยาเสียชีวิต ท่านจึงบวชที่วัดทรายขาวและกลายมาเป็นเจ้าอาวาส ซึ่งเล่ากันว่าท่านเองก็ไม่รู้เรื่องศิลปกรรมแบบอิสลามเลย

สุเหร่าแห่งนี้สร้างด้วยไม้แค-ไม้ตะเคียน ตัดมาจากเทือกเขาสันกาลาคีรี ใช้หวายแทนเชือกมัดแล้วลากลงมาจากเขา จากนั้นใช้ขวานถากซุงให้เป็นเสาสี่เหลี่ยม ส่วนกระเบื้องมุงหลังคาทำจากอิฐแดงที่นำมาจากจากบ้านตาระบาตอ ต.กะมิยอ อ.เมือง จ.ปัตตานี

ที่ต้องนับว่าโดดเด่นคือ โครงสร้างทั้งหลังไม่ใช้ตะปู เพียงใช้ไม้เป็นสลักยึด

ตามตำนานเล่าว่า ไม้ที่ใช้ทำเสาสุดแสนจะใหญ่มาก น้ำหนักก็เยอะ โค่นแล้วยากต่อการชักลากลงจากเทือกเขา แต่ชายสูงอายุผู้หนึ่งอาสารับภารกิจเพียงคนเดียว มีข้อแม้ว่าต้องทำตามลำพังในตอนกลางคืน ห้ามใครเกี่ยวข้อง

ทุกๆ เช้าชาวบ้านจะเห็นซุงไม้ใหญ่ตั้งวางในหมู่บ้านวันละต้นๆ จนเพียงพอต่อความต้องการ จากนั้นชาวบ้านก็ร่ำลือกันสะพัดว่า ในเวลากลางคืนอาจจะมีใครเข้ามาช่วยเหลือชายผู้สูงอายุท่านก็เป็นได้

และที่สำคัญต้องไม่น่าจะใช่คนอย่างแน่นอน...

“มัสยิดบาโงยลางา” จึงถือเป็นสุเหร่าร่วมสมัย และเป็นสถาปัตยกรรมเดียวกับ “มัสยิดตะโละมาเนาะ” (วาดิอัลอุเซ็น อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส) และ “มัสยิดเอาห์” (บ้านนัดตันหยง ต.มะนังยง อ.ยะหริ่ง)

ในพื้นที่ยังมี “บ่อน้ำโบราณ” “กลอง” หรือ “นางญา” ที่ใช้ในการตีบอกเวลาละหมาดหรือเตือนภัยเมื่อมีเหตุร้าย จุดเด่นอยู่ที่ลิ้นทำจากไม้ไผ่ ทำให้เสียงไพเราะและดังก้องกังวานไกลไปถึงรัศมีกว่า 3 กิโลเมตร

“หลังญานาซะฮ์” เป็นที่ตั้งของศูนย์วัฒนธรรมสายใยชุมชน ภายในเป็นที่เก็บอุปกรณ์การดำรงชีพในสมัยโบราณ ซึ่งควบรวมไปถึงเครื่องมือที่หลงเหลือบางส่วนจากการก่อสร้างสุเหร่า

ที่สะดุดตาน่าจะเป็น “ถาดทองเหลืองเก่า” ที่เก็บอย่างดีภายในตู้ แต่สลักหลังว่า วัดทรายขาว เดาได้ถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในระหว่างพี่น้องพุทธ-มุสลิมครั้งโบราณกาล ที่สามารถหยิบยืมเครื่องใชไม้สอยระหว่างกันได้ยามมีงานมีการ

เนื่องเพราะถาดนี้มัสยิดบาโงยลางาน่าจะหยิบยืมมาจากวัดทรายขาวเมื่อครั้งทำบุญ (กินบุญ) ในอดีต เป็นการยืม...แล้วก็ลืมคืนจนบัดนี้...

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่จะนำไปสู่อุปสรรคหรือปัญหาของการอยู่ร่วมกันของชาวชุมนุม 2 วัฒนธรรมที่ประกอบขึ้นจาก “ชาวไทยพุทธ” และ “ชาวไทยมุสลิม” ที่นั่น