จันทร์, กันยายน 25, 2017

ค้นหา

อีกครั้งกับ‘ณรงค์ฤทธิ์ ศักดาณรงค์’ เจ้าของวรรณกรรมยอดเยี่ยม “ปอเนาะที่รัก”

images

    “ปอเนาะเป็นกันชนที่ดีที่สุดในประเทศ”  

      คอวรรณกรรมน่าจะรู้จัก “ณรงค์ฤทธิ์ ศักดาณรงค์” ดี
 
      เขาคือผู้แต่ง “ปอเนาะที่รัก” นวนิยายเยาวชนที่ได้รับรางวัลอันดับ 1 สาขาศิลปะ ประเภทนิยายสำหรับเยาวชน จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อปี 2524
 
      ทวนความจำกันสักนิด! เนื้อหาว่าด้วยเรื่องราวของฮาซัน หนุ่มน้อยลูกชาวนา (เกลือ) ที่ชีวิตถูกขีดกรอบให้มาเรียนปอเนาะด้วยปัญหาทางฐานะ โดยที่ตัวเขาเองอยากเรียนโรงเรียนสามัญมากกว่า เมื่อมาอยู่ที่ปอเนาะเขาต้องต่อสู้กับปัญหาต่างๆ มากมาย ทั้งเพื่อน ครู แนวคิด กระทั่งระบบการเรียนการสอน จนเกือบจะถอดใจเลิกเรียน ทว่าในที่สุด มนต์เสน่ห์และมิตรภาพที่เกิดขึ้นกลับผูกพันเขาอย่างบอกไม่ถูก      
 
      ที่สำคัญ--แม้นักเขียนท่านนี้จะเป็นชาวอุดรธานีโดยกำเนิด แต่ช่วงหนึ่งของชีวิตกลับต้องเดินทางลงมาปักหลักยังดินแดนปลายด้ามขวาน เคยสอนวิชาภาษาไทยที่ปอเนาะบานา (โรงเรียนศาสนูปถัมป์ ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี) ครั้งยังเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม ยุคที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีนโยบายส่งคนลงมาทำงานแถบปักษ์ใต้

      เคยมาปฏิบัติราชการที่ ศอ.บต. ปัจจุบันรับบทบาทรองนายสถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ที่ตั้งอยู่ข้างๆ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
 
      เข้าใจว่าฉาก-เหตุการณ์-ตัวละครในวรรณกรรมยอดเยี่ยมเล่มนี้ น่าจะเกิดจากแรงบันดาลใจในพื้นที่นี้เป็นหลัก กระทั่งนาเกลือ--ความขัดแย้ง
 
      “กวีสี่บรรทัด” สุจิตต์ วงศ์เทศ ให้ฉายาว่า “นักสู้เพื่อสันติภาพแห่งเทือกเขาบูโด” เนื่องจากเป็นคนชอบศึกษาเรื่องราวของท้องถิ่น และบ่อยครั้งมักจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปอเนาะ   

      เขาเล่าถึงชีวิตครั้งนั้นอย่างน่าสนใจ
 
      “ถ้าไม่ไป ชีวิตของอาจารย์คงไม่สมบูรณ์”
 
      ถึงกระนั้น บรรยากาศอดีตกับวันนี้แตกต่างอย่างชัดเจน
 
      “ปี 2518 ที่อาจารย์อยู่ปัตตานี สงบมาก เดินเล่นตั้งแต่หกโมงเย็นถึงหกโมงเช้าสบายมาก ไม่มีแม้แต่เสียงหมาเห่า เพราะเขาไม่เลี้ยงสุนัข วิถีชีวิตเขาก็ธรรมดาแบบคนชนบททั่วไป ซื่อบริสุทธิ์ จริงใจ”
 
      “ปอเนาะสมัยนั้นยังไม่มีระบบชั้นเรียน ยังเป็นการเรียนศาสนาในตอนเช้า ตอนบ่ายเรียนตามอัธยาศัย พวกเราไปปรับปรุงขึ้นมาใหม่ ร่วมมือกับโต๊ะครู”
 
      “ครูปอเนาะเองไม่มีค่าตอบแทน ไม่มีเงินเดือน ถ้าไม่ใช่เพราะความเสียสละ--ความศรัทธา เขาจะอยู่ได้อย่างไง ตอนเช้ามาสอน ตอนบ่ายก็ไปทำมาหากิน เหลือเชื่อเลย!!”
 พูดถึงปอเนาะ ก่อนหน้ามาอยู่ที่นี่ อาจารย์ยอมรับข่าวคราวที่ได้ยินมาว่าปอเนาะไปเกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกดินแดน แต่เมื่อมาถึงและคลุกคลีได้ไม่นาน กลับพบในอีกด้าน 
 
      “อยู่แค่เดือนเดียว ก็รู้ว่ามันไม่ใช่ เพราะวันแรกที่ไปรายงานตัวในปอเนาะ โต๊ะครูท่านมาบอกว่า ครู- -ผมดีใจที่ข้าราชการครูมาสอนที่นี่ เพราะอย่างน้อยเด็กจะได้เรียนภาษาไทย ครูอย่าย้ายไปไหนนะ! ถ้าไม่เห็นแก่ผม ก็ให้เห็นแก่เด็กๆ”
 
      “โอ้โห...เขาพูดด้วยความจริงใจ และพออยู่ได้สักพักหนึ่ง เขามาพูดกัน บอกว่า อาแบณรงค์ฤทธิ์ (อาแบ-พี่) คำว่าพวกเราแบ่งแยกดินแดนผมจะบอกเลยว่า มันไม่จริง มันจะแบ่งแยกดินแดนได้อย่างไร บ้านของเรา”

      อย่างไรก็ตาม อาจารย์ยืนยันว่าคนที่คิดแบ่งแยกดินแดนนั้น “มีจริง” แต่ประเทศไทยก็ยังอยู่ ยังไม่ได้ถูกแบ่งแยกออกไป ปอเนาะคือตัวป้องกันที่ดีที่สุด และยอมรับว่ารู้จักกับคนที่มีแนวคิดแบบนี้ พวกเขาคือ “กัลยาณมิตร” ที่เป็นทั้งลูกศิษย์ เพื่อนครู และชาวบ้าน

      “ถ้าเรามีกัลยาณมิตร  เราก็สามารถแยกออกได้ ว่าใครคือกัลยาณมิตรของเราที่แท้จริงและใครที่ไม่ใช่”
ถึงวันนี้ โต๊ะอิหม่ามบางคนอดีตคือลูกศิษย์ เป็นอิหม่ามรุ่นใหม่ที่เรียกว่า “ปัญญาชน” เป็นคุรุทางศาสนา      
 
      “อาจารย์พูดอย่างไม่อาย ปอเนาะเขาเป็นกันชนนี่เอง การแบ่งดินแดนจึงไม่สำเร็จ ปอเนาะเป็นกันชนที่ดีที่สุดในประเทศ อาจารย์เห็นว่าคนในปอเนาะเขารักชาติ รักแผ่นดิน รักภาษาไทย”
 ในความทรงจำ ความแนบแน่นผูกพันระหว่างศิษย์-ครู กระทั่งวันหนึ่ง
 
      “ลูกศิษย์ของอาจารย์เรียนจบ ม.ศ.3 ได้ทุนศาสนาไปเรียนต่อที่ซาอุฯ เขาเหมารถมาที่โรงเรียน เราก็ตกใจว่ามาทำไม เขาบอกว่ามาลาไปเรียนต่อ เอาปลาเค็มมาให้ 2 ตัว แล้วก็ข้าวเหนียวปิ้ง 2 ห่อ แล้วบอก ครู--ผมจะไปแล้ว ผมดีใจมากที่ได้เป็นลูกศิษย์ครู ผมไปแล้วคงคิดถึงครู

      นั่นคือความผูกพัน”   
           
      เรียบเรียงจาก : มติชนรายวัน 20 ธ.ค.52