จันทร์, กันยายน 25, 2017

ค้นหา

‘ฮาลิโอทิส แอสสินิน่า’ เป๋าฮื้อพันธุ์ไทยกระตุ้นเศรษฐกิจปัตตานี

images

     “หอยเป๋าฮื้อ” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หอยโข่งทะเล” หรือ “หอยร้อยรู” จัดว่าเป็นหอยทะเลฝาเดียวที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดใหม่ ด้วยรสชาติอันนุ่มเนียนของหอยเป๋าฮื้อที่อุดมไปด้วยคุณค่าของโปรตีน มีไขมันและแคลอรี่ต่ำ ปัจจุบันจึงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก...

     หอยเป๋าฮื้อมีอยู่ประมาณ 100 ชนิดทั่วโลก แต่มีเพียง 20 ชนิดเท่านั้น ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะชนิด “ฮาลิโอทิส แอสสินิน่า” ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศไทย และกำลังจะพัฒนาเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ

     ด้วยความน่าสนใจของหอยเป๋าฮื้อ สัตว์เศรษฐกิจที่มีตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาของ “โครงการส่งเสริมการทำธุรกิจหอยเป๋าฮื้อต้นแบบเชิงพาณิชย์” โดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับจังหวัดปัตตานี, สหกรณ์ออมทรัพย์อิสลามปัตตานี จำกัด และสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำขึ้น และมอบให้สหกรณ์ออมทรัพย์อิสลามปัตตานี จำกัด เป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ก็เพื่อส่งเสริมอาชีพให้กับชาวประมงขนาดเล็กในพื้นที่จ.ปัตตานี ซึ่งกำลังประสบปัญหาไม่สามารถออกไปจับปลาในอ่าวไทยได้ เนื่องจากปริมาณปลามีน้อย...

     นายอัสมาน โต๊ะมีนา ประธานฝ่ายโครงการสหกรณ์ออมทรัพย์อิสลาม ปัตตานี จำกัด กล่าวกับวารสาร อบจ.ปัตตานีว่า “ฟาร์มเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อต้นแบบเชิงพาณิชย์” เริ่มจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2549 โดยตั้งอยู่หมู่ที่ 4 บ้านดาโต๊ะ ต.แหลมโพธิ์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

     ฟาร์มหอยเป๋าฮื้อของที่นี่มีจำนวน 120 บ่อ เพาะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อชนิด “ฮาลิโอทิส แอสสินิน่า” โดยสั่งซื้อพันธุ์หอยมาจากเกาะสีชัง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นพันธุ์ไทยที่มีสัดส่วนของเนื้อที่สามารถบริโภคได้มาก และมีอัตราการเติบโตรวดเร็ว โดยเลี้ยงแบบฟาร์มบนบกในระบบน้ำหมุนเวียนแบบกึ่งปิด เน้นการจัดการสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติมากที่สุด และที่สำคัญไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะแต่อย่างใด

     การเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อต้องอาศัยน้ำทะเลที่ใสสะอาดและมีความเค็มพอเหมาะ ซึ่งพื้นที่บริเวณชายฝั่งของ จ.ปัตตานี มีความเหมาะสมต่อการเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อเป็นอย่างมาก เพราะน้ำทะเลยังใสสะอาดและมีปริมาณความเค็มที่เหมาะสม ทั้งยังเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของหอยเป๋าฮื้ออีกด้วย! นั่นคือ “สาหร่ายผมนาง” ซึ่งมีอยู่มากในพื้นที่ จึงทำให้ จ.ปัตตานีมีข้อได้เปรียบกว่าชายฝั่งทะเลจังหวัดอื่น

     นายอัสมาน กล่าวอีกว่า การจัดตั้ง “ฟาร์มเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ” ในพื้นที่ จ.ปัตตานี สามารถสร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก เพราะก่อให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ และนอกจากนี้ทางฟาร์มยังสนับสนุนให้ชาวบ้านในพื้นที่เพาะเลี้ยงสาหร่ายผมนาง (อาหารอันโอชะของหอยเป๋าฮื้อ) โดยทางฟาร์มจะรับซื้อในกิโลกรัมละ 12 บาท

     การเพาะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อถือเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่มีผลตอบแทนสูง ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 10 เดือนก็สามารถออกสู่ตลาดได้ โดยปัจจุบันมีตลาดอยู่ที่ จ.ภูเก็ต และจ.กรุงเทพฯ ราคารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 1,500 บาท และในอนาคตเมื่อผลผลิตมีมากขึ้นก็จะขยายสู่ตลาดส่งออกต่อไป  

     หอยเป๋าฮื้อสามารถแปรรูปเป็นอาหารได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นตุ๋นน้ำแดง ซุป หรือนำมาแล่เป็นซูชิ จิ้มน้ำจิ้มแบบญี่ปุ่น ก็อร่อยถึงขั้นต้องยกนิ้วให้เลยทีเดียว ด้วยความกรุบนุ่มที่ถูกลิ้นผู้บริโภค จึงกล่าวได้ว่าหอยเป๋าฮื้อเป็นอาหารชั้นเลิศ ที่มีรสชาติสมราคา เป็นอีกหนึ่งเมนูเด็ดที่ครองใจผู้บริโภคได้อย่างเหนียวแน่น