จันทร์, กันยายน 25, 2017

ค้นหา

‘กัลยา’ ณ วังประจัน

images      ฝนจะตกหรือจะแดดออก แต่สำหรับกัลยา พิมพาเลีย แม่ค้าผิวเข้มหน้าคมวัยเบญจเพศคนนี้ ไม่ได้หนีหายไปไหน เพราะรายได้จากการขายของในตลาดชายแดนวังประจัน ถือเป็นอาชีพหลักหล่อเลี้ยงชีวิต แม้เธอจะไม่ใช่คนสตูลก็ตามที

      เดิมทีเธอเป็นคนดอกรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ก่อนหน้านี้เธอคือแม่ค้าในตลาดปาดังเบซาร์ (สะเดา จ.สงขลา) วันนี้เธอเปลี่ยนบทบาทมาเป็นแม่ค้าด่านวังประจัน ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับแม่ค้ารอบๆ ข้างที่บางคนเป็นญาติสนิท

     เธอยอมรับว่าสภาพเศรษฐกิจ ณ วันนี้ “พออยู่ได้”   

     เธอเล่าว่า วันนี้ต้องขนสินค้าผ่านด่านปาดังฯ ตัดมาทางรัฐเปอร์ลิสอีกประมาณ 28 กม.ผ่านเทือกเขาสูงชันยิ่งกว่าระยะทางไปเบตงเสียอีก แต่ยังดีกว่าต้องเดินทางวนผ่านหาดใหญ่ด้วยระยะทางนับ 100 กม. คุ้มค่ากว่าแม้ต้องจ่ายค่าทำประกันรถ – พรบ.ของมาเลเซีย รวมถึงพาสปอร์ต

     “บัตรประชาชนเรามีเพียงใบเดียว เพราะเราคือคนไทย และก็รักเมืองไทย” เธอว่า          

     ที่นี่เปิดทุกวัน ปิด 6 โมงเย็น จันทร์ถึงเสาร์ผู้คนอาจจะเบาบาง แต่ถ้าเป็นวันอาทิตย์ ท้องฟ้าแจ่มๆ คนจะเยอะเป็นพิเศษ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว โดยเฉพาะรายได้จากนักท่องเที่ยวแดนไกล  
 
     ตลาดนัดจะแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งเช่นเดียวกับตลาดสินค้าชายแดนไทย-มาเลเซียทั่วไป สินค้าไม่ต่างกันมากนัก กัลยาบอกว่าสินค้าที่น่าสนใจในอีกฝั่งจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าจีนแดง ราคาถูกตามคุณภาพ เครื่องตัดหญ้า เลื่อยไฟฟ้า ฝั่งไทยก็มี แต่ไม่มากนัก
 
     ฝั่งโน้นแม่ค้าจะเยอะกว่าฝั่งไทย รวมทั้งคนซื้อด้วย จะเก็บแม่ค้าล๊อคละ 500 บาท / เดือน ถ้าวางสองฝั่งถนน 50 บาท / เมตร แพงกว่าฝั่งไทยที่เก็บ 10 บาท/เมตร (เฉพาะสองฝั่งถนน) 
เมื่อก่อนตลาดจะติดกัน แต่ปัจจุบันย้ายห่างไปอีกประมาณ 1 กม.คนที่ไม่มีพาสปอร์ตสามารถเขาไปได้ทั้งรถและคน แต่ไกลกว่านั้นเข้าไม่ได้   
 
     สินค้าฝั่งมาเลเซียจะถูกกว่าฝั่งไทย ที่แพงเพราะแม่ค้าต้องจ่ายภาษี เธอเล่าเป็นเกร็ดความรู้ว่าเครื่องตัดหญ้าหรือเลื่อยไฟฟ้า ถ้าซื้อจากฝั่งโน้นด่านเขาจะไม่ให้ออก ถ้าจะเอาออกต้องจ่ายเงินให้คนพื้นที่นำออกมา (ประมาณ 500-600 บาท)
 
     แสดงว่าการถือสินค้าเข้า-ออกด่านถือเป็นอาชีพของใครบางคนที่นั่นเลยทีเดียว  
 
     “เฉพาะเครื่องตัดหญ้า เลื่อยไฟฟ้า” เธอว่าต่อ ถ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเดียวไม่เป็นไร แต่ถ้าหลายชิ้นต้องเสียภาษี แต่ยอมรับว่าคุณภาพอาจจะด้อยกว่าสินค้ายุโรป ญี่ปุ่นหรือเกาหลี หากต้องการใช้ให้นานๆ ก็ต้องทนุถนอม “บางทีก็อยู่ที่ดวง” เสียงเย้ากลั้วหัวเราะจากคนข้างๆ

     “อย่างว่า ราคาเท่านั้น ใช้ปีหนึ่งก็คุ้มแล้ว”