จันทร์, กันยายน 25, 2017

ค้นหา

“น้ำผึ้งแว่น” แห่งปะนาเระ ผลิตภัณฑ์พื้นถิ่น ที่กำลังจะเลือนหาย...

images

     ในพื้นที่ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ถือเป็นพื้นที่อันเพียบพร้อมไปด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ที่ยังคงความสวยงาม ประดับพื้นที่ให้พี่น้องประชาชนได้พักผ่อนหย่อนใจในยามว่าง เช่น ชายหาดแฆแฆ มนต์เสน่ห์แห่งหาดทราย สายลม และเกลียวคลื่น ที่ให้ความสดชื่นได้ทุกครั้งเมื่อยามได้เข้าไปสัมผัส

     นอกจากนี้ในพื้นที่ อ.ปะนาเระ ยังมีของดีที่ขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ “น้ำผึ้งแว่นอันหวานเจี๊ยบ” สินค้าประจำเมืองที่ผู้มาเยือนปะนาเระ ต้องซื้อหาติดมือกลับบ้านทุกครั้งไป...

  
     แต่วันนี้…ของดีๆ ประจำเมืองส่อเค้าให้น่าเป็นกังวลยิ่งนัก ด้วยเพราะ“ต้นโหนดหรือต้นตาลโตนด”เริ่มจะหายไปเรื่อยๆ และหายไปพร้อมกับคนขึ้นตาล อาชีพหลักของชาวบ้านแถบนี้ในอดีตที่กำลังจะเลือนหายไป
 
     โดยเมื่อก่อนนั้นนอกจากอาชีพประมงที่ทำกันโดยทั่วไปแล้ว ยังมีอาชีพขึ้นตาลที่ยึดถือเป็นวิถีชีวิตสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน โดยการนำน้ำตาลจากต้นตาลโตนดมาทำเป็นน้ำผึ้งแว่น เพราะในอดีตนั้นยังไม่มีการผลิตน้ำตาลทรายกัน
 
     “น้ำผึ้งแว่นแห่งปะนาเระ” มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นตรงที่มีรสหวานหอมจับใจจากน้ำตาลโตนดโดยแท้แห่งท้องถิ่นนี้ 
 
     กรรมวิธีการทำน้ำผึ้งแว่นแห่งปะนาเระ เริ่มจากการนำน้ำหวานจากตาลโตนดมาเคี่ยวจนข้น และเข้าแว่นพิมพ์ (ซึ่งทำจากใบตาล) เพื่อทำเป็นน้ำตาลแว่น ซึ่งการขึ้นตาลและเคี่ยวตาลนั้นไม่ต่างจากงานสกุลช่างโบราณเลย เพราะเป็นงานที่ต้องทำสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ในบางบ้านต้องเจอกับปัญหาไร้ผู้สืบทอดเนื่องจากมีลูกหลานเป็นผู้หญิง เพราะงานนี้ต้องใช้ทักษะและกำลังค่อนข้างมาก จึงสงวนไว้ให้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น

     น้ำตาลแว่นสามารถนำไปใช้ประกอบอาหารได้อย่างหลากหลาย ทั้งแกงต่างๆ หรือใช้ทำขนมพื้นเมืองเช่น ขนมโค ขนมประจำพื้นถิ่นแห่งปักษ์ใต้
 
     นอกจากนี้น้ำตาลโตนดหากเก็บไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ ก็จะกลายเป็นน้ำส้ม (สำหรับประกอบอาหาร) นำไปแกงส้มหรือตำน้ำพริก โดยใช้แทนมะนาวซึ่งให้รสชาติหอมอร่อยติดใจเลยทีเดียว
  
     สมัยก่อนตามเส้นทางสองข้างถนนสายปัตตานี จะพบเห็นชาวปะนาเระนำผลตาล น้ำตาลสด รวมทั้งน้ำผึ้งแว่น มาวางขายตามสองข้างทางกันอย่างคึกคัก เช่นเดียวกับใน อ.ยะหริ่ง ที่อยู่ติดกัน ก็มีชื่อเสียงเรื่องการทำน้ำตาลโตนดไม่แพ้กัน ซึ่งเปรียบเทียบกับเดี๋ยวนี้มีให้เห็นน้อยลงทุกที จะมีให้เห็นหนาตาบ้างก็ต่อเมื่อมีงานใหญ่ๆ ระดับจังหวัดเท่านั้น
 
     หากในวัยเด็กของผู้อ่านท่านใดที่มีบ้านอยู่แถบชานเมือง อาจพบเห็นชายร่างกำยำในหมู่บ้านพกมีดปาดตาล ปีนต้นตาลด้วยเท้าเปล่า พร้อมเสียง “ป็อก แป็ก ป็อก แป็ก” ของกระบอกไม้ไผ่ที่ห้อยติดเอวกระทบกันไปมาโดยคุ้นชิน ผ่านรอยทางแห่งกาลเวลาก้าวสู่ยุคปัจจุบัน...ภาพที่คุ้นชินเหล่านั้นเริ่มเลือนลางลงทุกที!!